วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Web 2.0 กับการการเรียนรู้เพื่อสร้างปัญญาสาธารณะ

Web 2.0 กับการการเรียนรู้เพื่อสร้างปัญญาสาธารณะ

ความสำคัญของการเรียนรู้ คือการที่ทั้งบุคคลและสังคมสามารถเข้าถึงข้อมูล คิดวิเคราะห์ และสังเคราะห์สิ่งใหม่ๆ หรือแก้ปัญหาที่มีอยู่ อันนำไปสู่สังคมที่ก้าวหน้าด้วยภูมิปัญญา ความก้าวหน้าดังกล่าวจะเป็นไปไม่ได้เลย หากการเรียนรู้ของบุคคลสิ้นสุดลงที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย และวิธีการเรียนรู้ยังคงเป็นแบบรับ (Passive) และแยกส่วน (Isolated)ตั้งแต่ระบบอินเทอร์เน็ตเริ่มแพร่หลาย วิธีการเรียนรู้ของคนจำนวนมากเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญ
กล่าวโดยสรุปคืออินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคหลังปี 2003 เป็นต้นมาที่เทคโนโลยี Web 2.0 เริ่มแพร่หลาย การเรียนรู้ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเริ่มเปลี่ยนแปลง จากการเรียนรู้แบบรับเป็นแบบรุก จากการเรียนรู้แบบแยกส่วนเป็นร่วมมือกันเรียนรู้ จากการรับข้อมูลจากศูนย์กลางเป็นรับข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง จากการจำกัดบทบาทตนเป็นผู้รับความรู้ มาเป็นการเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ในเวลาเดียวกัน
อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของเราอย่างไร
ลองคิดถึงแหล่งความรู้แบบดั้งเดิมแบบหนึ่ง ซึ่งก็คือหนังสือ แต่เดิม หากร้านขายหนังสือจะสั่งหนังสือมาขาย ร้านจะต้องคิดคาดการณ์ว่าควรจะสั่งหนังสือเล่มไหนที่ขายได้ หนังสือที่ขายไม่ได้ สั่งมาก็เป็นต้นทุนจม และเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา (InventoryCost) โดยไม่จำเป็น ร้านจะไม่สั่งหนังสือขายยากมา ทั้งๆ ที่หนังสือเล่มนั้นอาจน่าสนใจมีคุณประโยชน์เป็นอย่างยิ่งลองมองถึงผู้ผลิตหนังสือ ซึ่งก็คือสำนักพิมพ์ พวกเขาจะไม่พิมพ์หนังสือที่ขายไม่ได้ เพราะเห็นได้ชัดว่าตนเองจะขาดทุนถึงแม้หนังสือเล่มนั้นจะเต็มไปด้วยความคิดล้ำหน้าและทรงคุณค่าส่วนผู้บริโภคหนังสือ หากต้องการอ่านหนังสือเรื่องเฉพาะเจาะจงที่ไม่เหมือนใคร อาจหาอ่านไม่ได้ เพราะไม่มีทั้งผู้ผลิต(สำนักพิมพ์) และช่องทางการจัดจำหน่าย (ร้านหนังสือ) ที่ยอมสนองความต้องการของเขาและเมื่อพิจารณาเห็นว่า ความก้าวหน้าของสังคมเกิดจากความคิดเห็นที่หลากหลายมาผสมผสานกัน สังเคราะห์เป็นสิ่งใหม่ๆ การอ่านหนังสือเล่มเดียวกันคงสร้างได้แต่สังคมเชิงเดี่ยว ที่ผู้คนมองเห็นทุกอย่างเป็นสิ่งเดียวกัน มีทัศนะเหมือนกัน และแก้ปัญหาด้วยวิธีเดียวกัน สังคมเช่นนี้เป็นสังคมที่ไม่พร้อมที่จะรับมือกับความแปรปรวนและปัญหาใหม่ๆ อีกทั้งยังขาดปัจจัยที่เกื้อหนุนแก่ความก้าวหน้า ซึ่งก็คือความคิดเห็นที่หลากหลายแต่โชคดีที่ว่า อินเทอร์เน็ต สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้ ลองมองย้อนกลับไปถึงร้านหนังสือของเรา ที่ตอนนี้กลายสภาพมาเป็น สารานุกรมออนไลน์เช่น Wikipedia ที่มีข้อมูลความรู้แทบทุกอย่างที่ทุกคนต้องการ ไม่ว่าใครก็ตามก็สามารถเข้าถึงความรู้นั้นได้ฟรีโดยไม่ต้องเดินทางและเสียค่าใช้จ่าย รวมทั้งไม่ต้องเสียเวลาเดินหาร้านหนังสือและตู้หนังสือที่ถูกต้อง เพราะเขาเพียงพิมพ์หัวข้อที่เขาต้องการข้อมูลลงไป และยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเทคโนโลยี Web 2.0 ใครก็ตามก็สามารถเขียนหรือแก้ไขความรู้ในWikipedia ได้อย่างไม่ยากด้วยอินเทอร์เน็ต:
ผู้ผลิตเนื้อหาสามารถผลิตเนื้อหาโดยมีต้นทุนต่อหน่วย (Marginal Cost) ต่ำ เพราะข้อมูลดิจิตอลสามารถทำซ้ำได้โดยแทบไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ผู้เผยแพร่เนื้อหาสามารถเก็บเนื้อหาจำนวนมากๆ แม้จะเป็นเนื้อหาที่มีคนสนใจน้อย เพราะต้นทุนในการเก็บรักษาและแจกจ่ายเนื้อหานั้นต่ำ
ผู้หาข้อมูลสามารถค้นพบข้อมูลที่ตนเองต้องการได้อย่างรวดเร็วและไม่มีค่าใช้จ่าย โดยการใช้เครื่องมีเช่น Search Engineต่างจากเดิมที่ต้องเดินทางไปร้านแหล่งข้อมูลที่เสียทั้งเงินทั้งเวลา
ด้วยคุณลักษณะดังกล่าวของอินเทอร์เน็ต ทำให้ผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างถูกวิธี สามารถที่จะค้นคว้าเรียนรู้อะไร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผล ค่าใช้จ่ายต่ำ และรวดเร็ว นี่คือสังคมที่อารยธรรม ไม่ได้ถูกกำหนดโดยความขาดแคลนทางเศรษฐกิจ  เพราะข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตสามารถผลิตและเผยแพร่ได้ด้วยต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำ (Low Marginal Cost of Production and Distribution) ผู้ใช้มีต้นทุนในการเข้าถึงข้อมูลที่ต่ำ (Low Cost of Consumption) และการเข้าถึงข้อมูลของคนคนหนึ่งไม่เบียดเบียนความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลของอีกคนหนึ่ง (Non-rivalous Consumption)ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนในการใช้อินเทอร์เน็ตในการเรียนรู้ คือโครงการ OpenCourseWare ของ MIT (ocw.mit.edu) ที่ตั้งเป้าจะนำบทเรียนและสื่อการเรียนการสอนทั้งหมดใน MIT เผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตให้ครบภายในปี 2007 โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบทเรียนเหล่านั้นได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ปัจจุบัน มีมหาวิทยาลัยแหล่งแหล่งในโลกที่นำต้นแบบของ MIT มาประยุกต์ใช้ในการเผยแพร่สื่อการเรียนบนอินเทอร์เน็ต การที่มหาวิทยาลัยสามารถเผยแพร่บทเรียนทั้งหมดให้สาธารณะชนได้ ก็เพราะการที่มหาวิทยาลัยสามารถเก็บและเผยแพร่ข้อมูลได้โดยใช้ค่าใช้จ่ายที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการตีพิมพ์แจกจ่ายหรือการเปิดมหาวิทยาลัยให้ใครก็ได้เข้าเรียนแบบมหาวิทยาลัยเปิด ดังนั้น ประโยชน์ก็ตกอยู่กับผู้เรียนที่สามารถเข้าถึงความรู้ได้อย่างอิสระโดยไม่มีค่าใช้จ่ายและข้อจำกัดอื่นๆ
Web 2.0: นวัตกรรมที่ปฏิวัติการเรียนรู้
Web 2.0 เป็นชื่อเรียกชุดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต ที่มาแทนที่ชุดเทคโนโลยีเก่าซึ่งก็คือ Web 1.0 โดยจุดเด่นของ Web 2.0 คือการที่ผู้ใช้มีส่วนสร้างเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตได้ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นทีมงานของเจ้าของหรือผู้ดำเนินการเว็บไซต์ แทนที่จะเป็นการที่เจ้าของเว็บเป็นผู้จัดหาหรือผลิตเนื้อหาเพื่อให้ผู้ชมเป็นผู้อ่านโดยไม่มีส่วนร่วมอย่าง Web 1.0 นอกจากนั้น ผู้ใช้ยังเป็นผู้ร่วมกำหนดคุณค่าของเนื้อหาหนึ่งๆ ผ่านกระบวนการเช่นการให้คะแนนเนื้อหา ทำให้สังคมพิจารณาได้ว่าเนื้อหาใดมีคุณภาพควรแก่การเสพย์ตัวอย่างพื้นฐานของ Web 2.0 คือ Wikipedia ซึ่งเป็นสารานุกรม Online ขนาดใหญ่ที่สุด โดยเนื้อหาทั้งหมดใน Wikipediaถูกสร้างโดยผู้ใช้เช่นพวกเรา ใน Wikipedia ไม่ว่าใครก็ได้สามารถสร้าง แก้ไข และปรับปรุงเนื้อหาอย่างแทบไม่มีขีดจำกัด ความถูกต้องเที่ยงตรงของ Wikipedia ได้รับการประเมินว่ามีไม่แพ้ Britannica ซึ่งเป็นสารานุกรมแบบเก่าเลยWikipedia สารานุกรมเปิด ปัจจุบันมีบทความภาษาอังกฤษกว่า 1.3 ล้านบทความถึงตรงนี้ อาจเกิดคำถามว่า ทำไมผู้ใช้ทั่วๆ ไปถึงต้องการสร้างเนื้อหาให้ผู้อื่นอ่านโดยไม่มีผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมเช่นตัวเงินด้วย อะไรคือแรงกระตุ้นให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนับล้านทั่วโลก สละเวลามาเขียนและตรวจแก้ไขสารานุกรม ให้คนอื่นได้อ่านโดยไม่มีใครจ้าง เราอาจตอบคำถามนี้ได้ดังนี้
1. อินเทอร์เน็ตและ Web 2.0 ทำให้ผู้ใช้ที่มีความสนใจเฉพาะเจาะจงมีที่ยืนในสังคม ลองพิจารณาถึงการสร้างและเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่มีค่าใช้จ่าย เมื่อเทียบกับสื่อที่เป็นวัตถุ เช่นกระดาษแบบเดิมแล้ว การสร้างและเผยแพร่เนื้อหาใดๆ บนอินเทอร์เน็ตปราศจากข้อจำกัดด้านทรัพยากร นอกเสียจากทรัพยากรเวลา ที่ผู้ใช้ยินดีสละเพื่อความสุนทรีย์ของตนที่ได้แสดงออกในสิ่งที่ตนหลงใหล
2. หากผู้ใช้สร้างเนื้อหาที่มีคุณค่า ชื่อเสียงที่ได้จากการสร้างเนื้อหานั้นสามารถแปลงเป็นตัวเงินได้ในทางอ้อม เพราะนอกจากความอิ่มใจ ยังอาจใช้ชื่อเสียงเป็นประโยชน์ในการทำกิจการของตนต่อไป
              นอกจากจะมีบทบาทเป็นผู้สร้างเนื้อหาแล้ว Web 2.0 ยังทำให้ผู้ใช้ทราบว่า ข้อมูลชิ้นใดมีประโยชน์ ข้อมูลชิ้นใดตรงกับความต้องการของตน ตัวอย่างแรกก็คือเว็บไซต์ digg.com ที่เป็นเว็บไซต์ข่าวสารและสาระน่ารู้เรื่องเทคโนโลยี ที่ผู้ใช้สร้างเนื้อหาโดยการเขียนสรุปสั้นๆ พร้อม Link ไปยังแหล่งเนื้อหาดั้งเดิม และผู้ใช้คนอื่นๆ สามารถให้คะแนน หรือ “digg” เนื้อหาชิ้นนั้นๆ ได้รวมทั้งสามารถแสดงความคิดเห็นต่อเนื้อหานั้นได้ตามต้องการ ด้วยวิธีนี้ เนื้อหาที่มีคะแนน digg มากก็จะเป็นที่สนใจ เพราะแปลว่าคนจำนวนมากเห็นว่าเนื้อหานั้นน่าสนใจหรือมีประโยชน์ นี่ก็คือกลไกที่ทำให้กระบวนการตัดสินใจของสังคมตั้งอยู่บนพื้นฐานของ Input ของสมาชิกในสังคมเองผู้ใช้ digg สามารถส่งบทความ โหวตให้คะแนน และเขียนความเห็นได้
               สำหรับเว็บไซต์ที่เป็นตัวอย่างข้อมูลที่ผู้ใช้สามารถเลือกให้ตรงความต้องการของตนได้ ให้ลองดู flickr.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถส่งรูปภาพอะไรก็ได้ขึ้นระบบ ใส่คำจำกัดความที่เรียกว่า “tag” ให้รูปภาพของตน ผู้ที่ต้องการค้นหาภาพก็เพียงพิมพ์ tag ที่คิดว่าตรงกับความต้องการของตนลงไป ระบบก็จะแสดงภาพที่มี tag ตรงกับความต้องการทันที ด้วยวิธีนี้ ทำให้สังคมสามารถจัดระบบข้อมูลได้ด้วยตนเอง โดยผู้ใช้แต่ละคนเพียงใส่คำที่คิดว่าสามารถเป็นตัวแทนข้อมูลของตนได้ แค่นี้ ข้อมูลก็พร้อมให้ผู้ใช้คนอื่นๆ ค้นหาและเข้าถึงแล้ว โดยไม่ต้องมีคนคอยดูแลจัดระบบข้อมูลลงแฟ้ม แยกข้อมูลเป็นชุดๆ อีกต่อไป
ภาพที่เกี่ยวข้องกับ “university” ที่ผู้ใช้ส่งขึ้นระบบ
Web 2.0 ยังเปิดโอกาสให้ใครก็ได้สามารถเผยแพร่ความรู้หรือประสบการณ์ของตนอย่างง่ายดาย โดยการสร้าง Blog ซึ่งก็คือเว็บไซต์ส่วนตัวสำเร็จรูป ที่ผู้ใช้เพียงสมัครสมาชิกกับผู้ให้บริการ และเขียนข้อความที่ต้องการลงไป ข้อความเหล่านั้นก็จะแสดงบนหน้า Blog ของผู้ใช้ พร้อมให้ใครก็ได้เข้ามาอ่านทันทีBlog เป็นเครื่องมีที่ปฏิวัติการสร้างสื่อ โดยแต่ก่อน ผู้ที่จะสร้างสื่อเผยแพร่ได้ต้องเป็นสำนักพิมพ์หรือหน่วยงานที่มีกำลัง และทุนทรัพย์ แต่ Blog เปิดโอกาสให้ใครก็ได้เปิดสำนักพิมพ์ของตนเอง ทำให้สังคมมีแหล่งความรู้ที่กระจายและหลากหลายมากขึ้น    Blog ยังเชื่อมโยงแนบแน่นกับเทคโนโลยี Feed ซึ่งกล่าวสั้นๆ ก็คือระบบที่ส่งข้อมูลขึ้นหน้าจอคอมพิวเตอร์ของท่านอย่างอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูล โดยผู้ใช้ใช้โปรแกรมจำพวก Feed Aggregator เป็นตัวอ่าน Feed สำหรับบทบาทของ Feed ใน Blog ก็คือเจ้าของ Blog สามารถรับ Feed จาก Blog อื่นที่เกี่ยวข้อง และแสดงเนื้อหาของ Feed นั้นๆ บน Blog ของตนได้ เช่น หากนาย ก เขียน Blog เรื่องๆ วรรณกรรม และไปพบ Blog ของนาย ข ที่เขียนเรื่องวรรณกรรมเช่นกัน นาย ก สามารถใช้ระบบ Feed แสดงเนื้อหาของ Blog นาย ข บนหน้า Blog ของนาย ก ได้ทันที ด้วยวิธีการนี้ ผู้อ่าน Blog จะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ตนสนใจได้จากหลากหลายแหล่งมากขึ้น ด้วยการเยี่ยมชมแหล่งข้อมูลเพียงแหล่งเดียว Blog ที่ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้ภายใน 5 นาทีสำหรับเรื่อง Feed นอกจากจะสามารถนำมาใช้ใน Blog ได้แล้ว ยังสามารถใช้ได้ในอีกหลายลักษณะ เช่น การที่ผู้ใช้รับ Feed จากเว็บไซต์ต่างๆ ให้มาปรากฏบนหน้าจอ เพื่อติดตามข่าวสารจากหลายแหล่งที่ตนเองต้องการจากหน้าจอเดียว โดยไม่ต้องไปเข้าหน้าเว็บไซต์หลายที่จะเห็นว่า เทคโนโลยี Web 2.0 สามารถมีส่วนเกื้อหนุนเป็นอันมากต่อการสร้างสังคมที่มีการเรียนรู้ในลักษณะที่เอื้อต่อการเกิดปัญญาอย่างรวมกลุ่มที่เกิดจากการคิดด้วยกันอย่างไม่ได้นัดหมาย หรือปัญญาสาธารณะเพราะ Web 2.0 ทำให้สังคมมีคุณลักษณะ ดังต่อไปนี้
1. สังคมประกอบด้วยผู้คนหลากหลายที่มีความเห็นและมีการตัดสินใจต่างกัน (Diversity of Opinion)เช่น การที่ผู้ใช้ Wikipedia สามารถเลือกสร้างเนื้อหาที่ตนเองสนใจ
2. การตัดสินใจของคนในสังคมเป็นไปอย่างอิสระ ไม่ถูกใครบังคับ (Independence)เช่น การที่ผู้ใช้ digg สามารถให้คะแนนเนื้อหาที่ผู้ใช้คนอื่นส่งขึ้นระบบได้อย่างอิสระ
3. บุคคลในสังคมสามารถค้นหาและแสดงความรู้เฉพาะทางของตนได้ (Decentralization)เช่น การที่ใครก็ได้สามารถเขียน Blog แสดงทัศนะ ความรู้ หรือประสบการณ์ของตนเอง
             4. มีกลไกในการเปลี่ยนการตัดสินใจของคนแต่ละคน มาเป็นการตัดสินใจรวมกลุ่ม (Aggregation)
             ข้อนี้เป็นการเชื่อมโยงคุณลักษณะข้อที่ 1 ถึง 3 เข้าด้วยกัน ทำให้การตัดสินใจจากคนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีความเห็นหลากหลาย และอยู่ห่างไกลไม่เชื่อมโยงกัน กลายเป็นการตัดสินใจรวมกลุ่มโดยสังคม สอดคล้องกับปรัชญาเริ่มต้นของระบอบทุนนิยมที่ Adam Smith เป็นผู้คิดค้น ที่เชื่อว่า เมื่อแต่ละคนทำสิ่งที่ตนเองถนัดที่สุดและคิดว่าดีต่อตนเองที่สุด สังคมโดยรวมจะก้าวหน้าและมั่งคั่งกว่าการที่การตัดสินใจทั้งหมดถูกรวมศูนย์อยู่ที่จุดกลาง และมนุษย์ไม่มีความหลากหลายทางความคิดและประสบการณ์ โดยตัวอย่างต่อไปนี้จะชี้ให้เห็นถึงตัวอย่างที่เป็นจริงเมื่อคนในสังคมใช้เทคโนโลยี Web 2.0 ในการเรียนรู้ของตนมากขึ้น
          ● ใน Wikipedia มีบทความที่คนนับล้านช่วยกันเขียนขึ้นมา โดยแต่ละคนเขียนเรื่องที่ตนถนัด (Decentralization) โดยต่างคนต่างตัดสินใจเขียนของตนเอง (Independence) ความหลากหลาย (Diversity) ทางความคิด ความถนัด และประสบการณ์ของผู้ใช้ Web 2.0 นี่เองที่ทำให้ Wikipedia มีประโยชน์มหาศาลต่อทุกๆ คน เพราะผู้ใช้ที่มีความสนใจหลากหลายสามารถพบข้อมูลเรื่องที่ตนสนใจได้ใน Wikipedia โดย Wikipedia ทำหน้าที่เป็นตัวรวมความสนใจเหล่านั้น (Aggregation) เข้าด้วยกันบนเว็บไซต์
           ● ผู้ใช้ Digg จำนวนมากต่างส่งเรื่องที่ตนเองสนใจขึ้นสู่ระบบตามความสมัครใจของตน (Decentralization & Independence)ผู้ใช้เข้ามาอ่านเรื่องราวใหม่ๆ ใน Digg เพราะเรื่องราวมีความหลากหลาย (Diversity) ซึ่งเป็นผลมาจากฐานผู้ใช้จำนวนมากที่มีความสนใจต่างกัน นอกจากนั้น ผู้ใช้แต่ละคนยังสามารถให้คะแนนเรื่องที่ตนชอบ ทำให้ผู้ใช้รู้ว่าเรื่องไหนมีคนนิยมกระบวนการให้คะแนนนี้เองก็คือการรวมความสนใจหลากหลาย (Aggregation) อย่างมีความหมาย
           ● ผู้เขียน Blog ต่างเขียนเรื่องที่ตนสนใจตามความสมัครใจของตน (Decentralization & Independence) ความหลากหลายของ Blog (Diversity) ที่ให้ผู้ต้องการความรู้สามารถค้น Google เพื่อหาข้อมูลที่อยู่ใน Blog ได้ การเชื่อมโยงข้อมูลอย่างมีความหมายยังเกิดขึ้นได้จากการที่แต่ละ Blog ปล่อย Feed เนื้อหาของตนให้ Blog อื่นๆ รับและแสดงเนื้อหาบน Blog เป็นการรวบรวมข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย (Aggregation)
บทสรุป
Web 2.0 คือระบบที่:
          ● ผู้ใช้เป็นผู้สร้างและแก้ไขเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาที่สร้างคนเดียว (Blog) และเผยแพร่ให้คนอื่นได้อ่าน หรือเนื้อหาสาธารณะที่ทุกคนสามารถมีส่วนช่วยกันสร้าง (Wikipedia) นี่ทำให้ปริมาณและความหลากหลายของเนื้อหาในสังคมมีมากขึ้น เพราะทุกๆ คนสามารถเป็นผู้สร้างเนื้อหาได้
          ● ผู้ใช้เป็นผู้กำหนดคุณค่าของเนื้อหา ไม่ว่าจะด้วยการให้คะแนน (Digg) การโหวต หรือแม้แต่การค้นหาเข้าชมเว็บไซต์ผ่านSearch Engine ก็มีส่วนให้เว็บไซต์นั้นมี Rank สูงขึ้น ทำให้เว็บไซต์นั้นปรากฏอยู่ในอันดับต้นๆ ของ Search Engine ส่งผลให้คนอื่นๆ มีโอกาสจะค้นพบเว็บไซต์นั้นได้ง่ายขึ้น เป็นระบบที่แปลงการตัดสินใจและการให้คุณค่าของคนแต่ละคน มาเป็นการตัดสินใจของสาธารณะ คล้ายกับระบอบประชาธิปไตยในอุดมคติที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
           ● เนื้อหาทั้งระบบมีการเชื่อมโยงถึงกันอย่างเหมาะสม ทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงเนื้อหาที่ต้องการ เช่น การที่ผู้ใช้กำหนด Keyword หรือ Tag ในบทความหรืองานที่ตนสร้าง ทำให้ผู้ใช้คนอื่นๆ ที่ต้องการข้อมูลที่เกี่ยวข้องสามารถค้นพบข้อมูลของเจ้าของเนื้อได้โดยง่ายโดยการพิมพ์ Tag ที่ต้องการลงไปในช่องค้นหา นอกจากนั้น ระบบ Feed ยังทำให้ผู้ใช้สามารถรวบรวมเนื้อหาที่ตนเองต้องการให้แสดงผลบนที่ที่เดียวกันได้โดยง่ายและเป็นอัตโนมัติ
                 จินตนาการถึงสังคมที่คนจำนวนมากใช้เทคโนโลยี Web 2.0 สังคมที่นักเขียนใช้ Blog เผยแพร่เทคนิคการเขียนและตัวอย่างงานเขียนของตน สังคมที่แพทย์ช่วยกันเขียนบทความเรื่องโรคอัลไซน์เมอร์ใน Wikipedia เพื่อให้ใครก็ได้เข้ามาอ่าน สังคมที่ ทักท่องเที่ยวเผยแพร่ภาพถายของสถานที่สวยงามน่าสนใจใน Flickr และใครก็ตามที่สนใจก็สามารถค้นหาภาพเหล่านั้นได้ง่ายๆหากสนใจ สังคมที่นักข่าวรับข่าวจากสำนักข่าว 10 แห่งด้วยระบบ Feed ส่งตรงมายังหน้าจอของนักข่าวคนนั้น และมีข่าวใหม่ปรากฏทุกๆ 5 นาที เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมลักษณะนี้ น่าจะเป็นสังคมที่พึงปรารถนา ที่ผู้คนสามารถเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ได้ในเวลาเดียวกันด้วยคุณลักษณะพิเศษของ Web 2.0 ที่เอื้อต่อการเรียนรู้อันนำไปสู่ปัญญาสาธารณะ ทำให้ Web 2.0 เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลักดันให้ควบรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิธีการเรียนรู้ของคนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสังคมที่การใช้เทคโนโลยีกำลังจะกลายเป็นวิถีชีวิตของทุกๆ คน
ที่มี่ : cdn.learners.in.th/assets/media/.../original_web2.0-whitepaper.pdf?...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น